วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ค่าบริการทางวิชาชีพ ( สถาปนิก )



ค่าบริการทางวิชาชีพขั้นพื้นฐาน
สมาคมฯ ได้กำหนดหลักเกณฑ์ การคิดค่าบริการวิชาชีพไว้ 2 วิธี คือ คิดจากอัตราร้อยละ และ คิดจากเวลาทำงาน
1 การคิดค่าบริการวิชาชีพเป็นอัตราร้อยละ
สถาปนิกจะคิดค่าบริการวิชาชีพ เป็นอัตราร้อยละของค่าก่อสร้างสำหรับงานออกแบบโดยทั่วไป โดยคำนวณจากตารางหมายเลข 1 “อัตราค่าบริการวิชาชีพขั้นมูลฐาน” เป็นหลักการคำนวณหาค่าบริการวิชาชีพตามข้อนี้ให้ถือปฏิบัติดังต่อไปนี้
1.1 งานก่อสร้างโดยทั่วไป การคิดค่าบริการวิชาชีพสำหรับงานก่อสร้างโดยทั่วไป ให้คำนวณจากอัตราร้อยละ ตามระบุใน ตารางหมายเลข 1 “อัตราค่าบริการวิชาชีพขั้นมูลฐาน” โดยคิดเป็นอัตราก้าวหน้า

ตารางหมายเลข 1 อัตราค่าบริการวิชาชีพขั้นพื้นฐาน


ตัวอย่างเช่น
อาคารประเภท 4 ราคาก่อสร้าง 35 ล้านบาท ให้คำนวณหาค่าบริการวิชาชีพดังต่อไปนี้
10 ล้านบาทแรก อัตราร้อยละ 6.50 เป็นเงิน 650,000 บาท
20 ล้านบาทถัดไป อัตราร้อยละ 5.50 เป็นเงิน 1,100,000 บาท
5 ล้านบาทที่เหลือ อัตราร้อยละ 4.75 เป็นเงิน 237,500 บาท

รวมเป็นค่าบริการทั้งสิ้น 1,987,500 บาท

1.2 งานก่อสร้างต่อเติม * การคิดค่าบริการวิชาชีพสำหรับงานก่อสร้างต่อเติม ให้คิดค่าบริการเป็น 1.2 เท่าของค่าบริการวิชาชีพตามข้อ 1.1
* งานก่อสร้างต่อเติม หมายถึง การออกแบบงานก่อสร้างต่อเติมอาคารที่มีอยู่แล้วและการก่อสร้างต่อเติมจำเป็นจะต้องแก้ไขระบบ โครงสร้างอาคารเดิมบางส่วน และหรือจำเป็นจะต้องแก้ไขประโยชน์ใช้สอยของอาคารเดิมบางส่วน
1.3 งานก่อสร้างดัดแปลง ** การคิดค่าบริการวิชาชีพสำหรับงานก่อสร้างดัดแปลง ให้คิดค่าบริการเป็น 1.4 เท่าของค่าบริการวิชาชีพตามข้อ 1.1
** งานก่อสร้างดัดแปลง หมายถึงการดัดแปลงแก้ไขประโยชน์ใช้สอยภายในอาคารที่มีอยู่แล้วจะโดยการแก้ไขเพิ่มเติมระบบโครงสร้างหรือไม่ก็ตาม
1.4 งานก่อสร้างที่ใช้แบบซ้ำกัน งานก่อสร้างที่ใช้แบบซ้ำกันโดยไม่ต้องเขียนแบบใหม่ และทำการก่อสร้างในบริเวณเดียวกันให้คิดค่าบริการวิชาชีพดังต่อไปนี้
หลังที่ 1 คิดค่าบริการ 100 เปอร์เซ็นต์ของค่าบริการ ตามข้อ 1.1
หลังที่ 2 คิดค่าบริการ 50 เปอร์เซ็นต์ของค่าบริการ ตามข้อ 1.1
หลังที่ 3 ถึง 5 คิดค่าบริการหลังละ 25 เปอร์เซ็นต์ของค่าบริการตามข้อ 1.1
หลังที่ 6 ถึง 10 คิดค่าบริการหลังละ 20 เปอร์เซ็นต์ของค่าบริการตามข้อ 1.1
หลังที่ 11 ขึ้นไป คิดค่าบริการหลังละ 15 เปอร์เซ็นต์ของค่าบริการตามข้อ 1.1
2 การติดต่อค่าบริการวิชาชีพโดยคำนวณจากเวลาทำงาน
การคิดค่าบริการวิชาชีพโดยคำนวณจากเวลาการทำงานนี้ ให้ใช้เฉพาะงานที่ไม่สามารถคิดค่าบริการวิชาชีพเป็นอัตราร้อยละตามข้อ 1 ได้ เช่น การจัดทำผังแม่บท การให้คำปรึกษา การอำนวยการก่อสร้าง เป็นต้น การคิดค่าบริการวิชาชีพ โดยคำนวณจากเวลาทำงานนี้ให้คำนวณจากอัตราค่าบริการต่อเดือนของเจ้าหน้าที่ คูณด้วยเวลาทำงานของเจ้าหน้าที่ที่ปฎิบัติงานเกี่ยวกับโครงการนี้และบวกด้วยค่าใช้จ่ายโดยตรงอื่นๆ
2.1 อัตราค่าบริการต่อเดือนของเจ้าหน้าที่ อัตราค่าบริการต่อ เดือนของเจ้าหน้าที่นี้รวมถึงค่าใช้จ่ายเงินเดือน ค่าสวัสดิการพนักงาน และค่าดำเนินงานสำหรับงาน ซึ่งโดยปกติอัตราค่าบริการต่อเดือนของเจ้าหน้าที่ จะมีค่าเท่ากับ 2.145 – 2.5 เท่าของอัตราเงินเดือนพนักงานนั้นๆ (ค่าสวัสดิการพนักงานประมาณ 35 – 40 เปอร์เซ็นต์ ของอัตราเงินเดือนค่าดำเนินงานสำนักงานประมาณ 60 – 90 % และค่ากำไร 10 %)
2.2 ค่าใช้จ่ายโดยตรงอื่นๆ สถาปนิกจะคำนวณค่าใช้จ่ายโดยตรงอื่นๆ ตามที่สถาปนิกจะต้องจ่าย สำหรับการให้บริการตามโครงการนี้ เพิ่มจากบริการวิชาชีพตามเวลาทำงานของเจ้าหน้าที่ตามข้อ 2.1 ดังต่อไปนี้
- ค่าพิมพ์แบบและเอกสารอื่นๆ
- ค่าเดินงาน ค่าเบี้ยเลี้ยงและค่าที่พัก ค่าติดต่อสื่อสาร
- ค่าจัดเตรียมประมาณการราคากลาง ค่าใช้จ่ายในการทำหุ่นจำลอง
- ค่าใช้จ่ายในการวิเคราะห์โครงการด้านเศรษฐกิจ
- ค่าใช้จ่ายสำรับผู้เชี่ยวชาญแขนงอื่นๆ ที่จำเป็น
- ค่าสำรวจทางสนาม ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่สถาปนิกสามารถแสดงหลักฐานแก่เจ้าของงาน
3 การจ่ายเงินค่าบริการวิชาชีพ
สถาปนิกจะเบิกเงินค่าบริการวิชาชีพเป็นงวดๆ ดังต่อไปนี้
งวดที่ 1 อัตราร้อยละ 5 ของค่าบริการวิชาชีพ เมื่อสถาปนิกตกลงเข้ารับทำงาน
งวดที่ 2 อัตราร้อยละ 20 ของค่าบริการวิชาชีพ เมื่อสถาปนิกส่งมอบเอกสารการวางเค้าโครงการ ออกแบบและการออกแบบร่างขั้นต้น
งวดที่ 3 อัตราร้อยละ 20 ของค่าบริการวิชาชีพ เมื่อสถาปนิกส่งมอบเอกสารแบบร่างขั้นสุดท้าย
งวดที่ 4 อัตราร้อยละ 40 ของค่าบริการวิชาชีพ ระหว่างดำเนินการออกแบบรายละเอียด โดย สถาปนิกจะเบิกเงินเป็นงวดๆ ตามที่ตกลงกัน
งวดที่ 5 อัตราร้อยละ 15 ของค่าบริการวิชาชีพ ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง โดยสถาปนิกจะเบิก เงินเป็นงวดๆ ตามที่ตกลงกัน
* * หมายเหตุ
การเบิกเงินค่าบริการวิชาชีพงวดที่ 1 ให้คำนวณจากประมาณการราคากลางที่เจ้าของงานกำหนด งวดที่ 2 ถึง งวดที่ 4 ให้คำนวณจากประมาณการราคาค่าก่อสร้างที่สถาปนิกจัดทำ เงินค่าบริการวิชาชีพที่จ่ายแล้วทั้ง
4 งวดและเงินส่วนที่เหลือ สถาปนิกจะแก้ไขจำนวนเงินให้ถูกต้องเมื่อทราบราคาค่าก่อสร้าง
4 การคิดค่าบริการวิชาชีพเพิ่มจากค่าบริการวิชาชีพขั้นพื้นฐาน
สถาปนิกจะคิดค่าบริการวิชาชีพเพิ่มจากค่าบริการวิชาชีพ ขั้นมูลฐานในกรณีดังต่อไปนี้
4.1 ในกรณีที่เจ้าของงานมีความประสงค์ จะให้สถาปนิกเกินกว่า 1 สำนักงาน ร่วมปฏิบัติในโครงการเดียวกัน สถาปนิกจะคิดค่าบริการวิชาชีพเพิ่มจากค่าบริการวิชาชีพขั้นมูลฐานอีกร้อยละ 25
4.2 ในกรณีที่เจ้าของงานมีความประสงค์จะแยกงานวิศวกรรมสาขาหนึ่งสาขาใด หรือทุกสาขาไปให้สำนักงานอื่นดำเนินการ สถาปนิกมีหน้าที่เพียงเพื่อประสานงานเท่านั้น สถาปนิกจะคิดค่าบริการวิชาชีพในการประสานงานเท่ากับร้อยละ 30 ของค่าบริการวิชาชีพในสาขานั้นๆ
4.3 ในกรณีที่เจ้าของงานเปลี่ยนแปลงแก้ไขแบบแปลนรายละเอียด ให้ผิดไปจากแบบแปลนที่ได้รับอนุมัติแล้วแต่ละขั้นตอน สถาปนิกจะได้รับค่าบริการวิชาชีพเพิ่มเติมตามค่าใช้จ่ายจริงที่สถาปนิกจะต้องเสียไป โดยคำนวณจากเวลาทำงานตามข้อ 2
4.4 ค่าใช้จ่ายในการเดินทางและที่พัก สำหรับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานตามโครงการนี้ ในกรณีที่จำเป็นจะต้องเดินทาง ออกนอกเขตกรุงเทพ มหานคร รวมทั้งค่าติดต่อสื่อสารด้วย
4.5 ค่าบริการพิเศษอื่นๆ นอกเหนือจากการบริการขั้นมูลฐานตามระบุในหมวดที่ 2
ที่มา : ข้อมูลข้างบนเป็นส่วนหนึ่งที่คัดมาจากเอกสารของสมาคมสถาปนิกสยาม

วันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2552

สถาปนิก (ภาคต่อ)

ก่อนว่าจ้างให้สถาปนิกทำการออกแบบบ้าน อยากให้ได้อ่านมาตรฐานการปฏิบัติวิชาชีพสถาปัตยกรรม ปี 2532 เพื่อเป็นแนวทางในการใช้บริการของสถาปนิก และจะได้ทราบว่า สถาปนิกจะต้องทำอะไรให้กับท่านบ้าง

การบริการขั้นมูลฐาน
เพื่อเป็นหลักในการให้บริการของ สถาปนิกในการปฏิบัติวิชาชีพ และ เพื่อขจัดปัญหาโต้แย้ง ระหว่างเจ้าของงาน และ สถาปนิกสมาคมฯ ได้กำหนดมาตรฐานการบริการขั้นมูลฐาน
โดยแบ่งขั้นตอนการบริการของสถาปนิกเป็น 5 ขั้นตอนดังต่อไปนี้



1 การวางเค้าโครงการออกแบบและการออกแบบร่างขั้นต้น
สถาปนิกจะศึกษาโครงการตามข้อมูล ที่เจ้าของงานมอบให้ และข้อมูลเกี่ยวกับบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับโครงการจะจัดวางเค้าโครงการออกแบบพร้อมทั้งออกแบบร่างขั้นต้น เพื่อเสนอแก่เจ้าของงาน เอกสารที่สถาปนิกจะต้องเสนอให้เจ้าของงาน พิจารณาอนุมัติตามขั้นตอนนี้ประกอบด้วย
1.1 แบบร่างผังบริเวณแสดงความสัมพันธ์ของอาคาร หรือ กลุ่มของอาคารกับบริเวณข้างเคียง
1.2 แบบร่างตัวอาคารประกอบด้วยแบบแปลนคร่าวๆ ทุกชั้นรูปด้านและรูปตัดโดยสังเขป
1.3 เอกสารที่จำเป็นอื่นๆ เพื่อประกอบการพิจารณา
1.4 ประมาณการราคาก่อสร้าง
2 การออกแบบร่างขั้นสุดท้าย
สถาปนิกจะใช้ข้อมูลที่ได้รับอนุมัติ จากการออกแบบร่างขั้นต้นตามข้อ 2.1 เพื่อออกแบบร่างขั้นตอนสุดท้าย เสนอแก่เจ้าของงานเอกสาร ที่สถาปนิกจะต้องเสนอให้เจ้าของงานเห็นชอบ และอนุมัติตามขั้นตอนนี้ประกอบด้วย



2.1 แบบร่างผังบริเวณแสดงความสัมพันธ์ของอาคาร หรือกลุ่ม ของอาคารกับบริเวณข้างเคียง ตลอดจนความสัมพันธ์ของ ระบบสาธารณูปโภคใกล้เคียงที่จำเป็น
2.2 แบบร่างตัวอาคาร ประกอบด้วยรายละเอียดของแปลนทุกขั้น รูปด้าน รูปตัด และแบบอื่นๆที่จำเป็น
2.3 แบบร่างแสดงระบบวิศวกรรมทุกสาขาที่เกี่ยวข้อง หรือเฉพาะ สาขาที่ตกลงกัน
2.4 รายละเอียดวัสดุและอุปกรณ์ที่จะใช้สำหรับโครงการนี้พอสังเขป
2.5 เอกสารอื่นๆ ที่จำเป็น เพื่อประกอบการพิจารณา
2.6 ประมาณการราคาก่อสร้างตามขั้นตอนที่สอง

2.3 การทำรายละเอียดการก่อสร้าง
หลังจากแบบร่างขั้นตอนสุดท้าย ได้รับอนุมัติเป็นลายลักษณ์อักษร จากเจ้าของงานแล้ว สถาปนิกจะจัดทำรายละเอียดก่อสร้าง เพื่อใช้เป็นเอก สารสัญญา และ เอกสารขออนุญาต เอกสารที่สถาปนิกจะต้องส่งมอบให้แก่ เจ้าของงานตามขั้นตอนนี้ประกอบด้วย
3.1 แบบสถาปัตยกรรมซึ่งประกอบด้วย
- แบบแสดงผังบริเวณ และระบบสาธารณูปโภคภายนอกอาคาร
- แบบแสดงแปลนทุกชั้น
- แบบแสดงรูปทั้ง 4 ด้าน
- แบบแสดงรูปตัดอย่างน้อย 2 รูป
- แบบแสดงรายละเอียด และแบบขยายต่างๆ ที่จำเป็น
3.2 แบบวิศวกรรมโครงสร้าง พร้อมรายละเอียด และรายการคำนวณ
3.3 แบบวิศวกรรมสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง หรือเฉพาะสาขาที่ตกลง กัน พร้อมเอกสารที่จำเป็น
3.4 รายการละเอียดประกอบแบบก่อสร้าง
3.5 ประมาณการราคากลางค่าก่อสร้าง
2.4 การประกวดราคา
สถาปนิกจะให้ความร่วมมือในการประกวดราคาดังต่อไปนี้
4.1 จัดทำประมาณการราคากลางค่าก่อสร้าง
4.2 จัดเตรียมเอกสารประกวดราคา
4.3 ให้คำแนะนำในการตรวจสอบใบเสนอราคาของผู้รับจ้างก่อสร้าง
4.4 ให้คำแนะนำในการคัดเลือกผู้รับจ้างก่อสร้าง
4.5 จัดเตรียมเอกสารสัญญา

2.5 การก่อสร้าง
สถาปนิกจะให้ความร่วมมือ ในการก่อสร้างเพื่อให้การก่อสร้างดำเนินไปตามความประสงค์ในการออกแบบ และเอกสารสัญญาดังต่อไปนี้
5.1 ตรวจสอบการปฏิบัติงานของผู้รับจ้างก่อสร้าง ณ สถานที่ก่อสร้าง เป็นครั้งคราว และ รายงานให้เจ้าของงานทราบในกรณีที่จำเป็น
5.2 ให้คำแนะนำแก่ผู้รับจ้างก่อสร้าง เพื่อให้งานก่อสร้างดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย
5.3 ให้คำปรึกษา และแนะนำแก่ผู้ความคุมงานของเจ้าของงานเพื่อให้งานก่อสร้างดำเนินไปตามความประสงค์ในการออกแบบและเอกสารสัญญา
5.4 ให้รายละเอียดเพิ่มเติมตามความจำเป็น
5.5 ตรวจและอนุมัติแบบใช้งาน และ วัสดุและอุปกรณ์ตัวอย่างที่ผู้รับจ้างก่อสร้างนำเสนอ
2.6 การส่งมอบเอกสาร
สถาปนิกจะส่งมอบเอกสารตามข้อ 2.1 และ 2.2 จำนวน 5 ชุด และ จะส่งมอบเอกสารตามข้อ 2.3 จำนวน 10 ชุด ให้แก่เจ้าของงานในกรณีที่เจ้าของงานต้องการเอกสารมากกว่าที่กำหนด สถาปนิกจะเบิกค่าใช้จ่ายในการจัดพิมพ์เอกสารเพิ่มเติมค่าใช้จ่ายจริง

สถาปนิก (ภาคแรก)




สถาปนิก คือบุคคลผู้เกี่ยวข้องในการออกแบบ และ วางแผน ในการก่อสร้าง หรือที่เรียกว่างานสถาปัตยกรรม โดยสถาปนิก จะเป็นผู้ที่เข้าใจในมาตรฐานการก่อสร้างของอาคาร เข้าใจถึงหน้าที่ใช้สอยของอาคารนั้น รวมถึงวัสดุที่จะนำมาเป็นส่วนประกอบของสิ่งก่อสร้างนั้น สถาปนิกจำเป็นต้องได้รับการศึกษาทางสถาปัตยกรรมศาสตร์ และได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรม ถึงจะสามารถทำงานในวิชาชีพสถาปนิกได้ ซึ่งคล้ายกับการทำงานในสาขาวิชาชีพอื่น
ขั้นตอนการให้บริการวิชาชีพของสถาปนิก
สถาปนิกจะทำการบริการวิชาชีพตามขั้นตอนต่อไปนี้
1. ออกแบบเบื้องต้น (Schematic Design)
2. ออกแบบรายละเอียด (Design Development หรือ DD)
3. ทำแบบก่อสร้าง (Construction Document)
4. การประมูลและเจรจาต่อรอง (Bidding and Negotiation)
5. บริหารงานก่อสร้าง (Construction Administration)
ในบางโครงการ อาจจะมีการเข้าไปรับงานเป็นทีม โดยเจ้าของทำสัญญากับทีมก่อสร้างเพียงสัญญาเดียว ซึ่งประกอบไปด้วย ผู้รับเหมาก่อสร้าง สถาปนิก และ ที่ปรึกษาอื่นๆ รวมตัวกันเป็นหนึ่ง โดยการทำสัญญาโดยตรงนี้ จะเรียกว่า เป็นการบริการแบบ ดีไซน์บิลด์ (Design Build)
ขอบเขตงานของสถาปนิก
สถาปนิกในปัจจุบันได้มีการขยายขอบเขตการประกอบวิชาชีพไปในหลายๆ ด้านที่เป็นแนวทางเฉพาะ เช่น
1. งานด้านออกแบบ (Design)
2. งานด้านการบริหารโครงการ (Construction Management)
3. งานด้านการบริหารการใช้พลังงานในอาคาร (Building Energy Management)
4. งานด้านการออกแบบการให้แสง (Lighting Design)
5. งานด้านบริหารจัดการอาคาร (Facility Management)
6. งานด้านอนุรักษ์ (Preservation)
7. งานตรวจสอบมาตรฐานและความปลอดภัยของอาคาร (Building Inspection)
ระดับชั้นของสถาปนิก
1. ภาคีสถาปนิก (ลงท้ายชื่อด้วย สถ …. ภ.) ยังถือว่าเป็นสถาปนิกที่ยังมีประสบการณ์น้อยอยู่ สามารถออกแบบ (เซ็นชื่อ ขออนุญาต) อาคารโรงงงานอุตสาหกรรมและห้องแถวได้โดยไม่จำกัด แต่หากเป็นอาคารสาธารณะ หรืออาคารทางวัฒนธรรม หรือบ้านและอาคารพักอาศัย จะออกแบบได้โตไม่เกินกว่า 1,000 ตารางเมตร …. แต่สำหรับงานอำนวยการก่อสร้าง (ควบคุมงาน) นั้น สามารถทำได้ทุกขนาดและทุกชนิด

2. สามัญสถาปนิก (ลงท้ายชื่อด้วย สถ .… ส.) ถือว่าบารมีแก่กล้าพอแล้วสามารถออกแบบและอำนวยการ ก่อสร้าง ได้ทุกชนิดทุกขนาด โดยไม่มีข้อจำกัด แต่ยังเป็นคณะกรรมการ ก.ส.ไม่ได้ (หากได้รับเชิญจากทางราชการ)

3. วุฒิสถาปนิก (ลงท้ายชื่อด้วย สถ …. ว.) ถือว่ามีประสบการณ์สูงสุดทำอะไรต่ออะไรได้ทุกอย่างเหมือนกับสามัญสถาปนิก และสามารถเป็นกรรมการ ก.ส. ได้ด้วย
หน้าที่ของสถาปนิก
สถาปนิกจะเป็นผู้ออกแบบต้องทำงานตามขั้นตอนและกำหนดเวลาชิ้นผลงานต่างๆ ร่วมกับวิศวกรก่อสร้างและนักเขียนแบบ โดยมีขั้นตอนการทำงานดังนี้
1.บันทึกรายละเอียด ความต้องการของลูกค้า เพื่อออกแบบให้ตรงตามความต้องการของลูกค้า
2.ออกแบบ คำนวณแบบ เลือกวัสดุที่มีคุณภาพเหมาะสมและให้ประโยชน์สูงสุดกับลูกค้า
3.คำนวณรายการใช้จ่ายให้เหมาะสมกับเนื้องาน
4.เตรียมแบบ และส่งแบบที่วาดโดยช่างเขียนแบบให้ลูกค้าพิจารณา เพื่อ ดัดแปลงแก้ไขและตอบข้อซักถามของ ลูกค้าร่วมกับวิศวกร
5.เมื่อแก้ไขดัดแปลงให้สมบูรณ์แล้วจึงส่งแบบให้กับวิศวกรทำการก่อสร้าง
6.ออกปฏิบัติงานร่วมกับวิศวกรระหว่างทำการก่อสร้างเพื่อให้ใช้วัสดุและตามแบบที่วางไว้ตามเงื่อนไขสัญญา
7.ให้คำปรึกษาต่อวิศวกรและแก้ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการก่อสร้างและการคำนวณของวิศวกร
อาจวางแผนและควบคุมงานที่สถาปนิกจะได้รับทำเป็นประจำตลอดปีคือ งานปรับปรุง ดัดแปลง แก้ไขตัวอาคารเพื่อความทันสมัยสวยงามและปลอดภัยอยู่เสมอ

วันพุธที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2552

บีทียูคืออะไร

บีทียู ( Btu : British Thermal Unit ) คือ หน่วยที่ใช้วัดปริมาณความร้อนหน่วยหนึ่ง ( ซึ่งเป็นที่นิยมใช้มากในระบบปรับอากาศ ) สามารถเทียบได้กับหน่วยแคลอรีหรือหน่วยจูลในระบบสากล โดยที่ ความร้อน 1 Btu คือปริมาณความร้อนที่ทำให้น้ำ 1 ปอนด์มีอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง 1 องศาฟาเรนไฮด์ สำหรับเครื่องปรับอากาศนั้นจะวัดกำลังความเย็นหรือความสามารถในการดึงความร้อน ( ถ่ายเทความร้อน ) ออกจากห้องปรับอากาศในหน่วยบีทียูต่อชั่วโมง ( Btu/h ) ซึ่งเทียบเท่ากับหน่วยวัตต์ในระบบสากล เช่น เครื่องปรับอากาศขนาด 12,000 บีทียูต่อชั่วโมง หมายความว่าเครื่องปรับอากาศเครื่องนั้นมีความสามารถในการดึงความร้อนออกจากห้องปรับอากาศ 12,000 บีทียูภายในเวลา 1 ชั่วโมงแต่โดยทั่วไปในท้องตลาดมักใช้คำว่าบีทียูต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นการใช้ที่ผิดหลักวิชาการแต่ว่าเป็นที่เข้าใจกันโดยทั่วไปการเลือกเครื่องปรับอากาศให้ดูจากขนาดห้องเป็นหลักการเลือกเครื่องปรับอากาศให้ดูจากขนาดห้องเป็นหลักตารางแสดงขนาดเครื่อง (BTU) ต่อขนาดห้อง (ต.ร.ม.)









วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

WELCOME TO AKIN09


- เรื่องราวต่าง
- ต่าง กรรม
- ต่าง วาระ